Untitled Document
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan)
  1. ข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน
  2. การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ
  3. ปัจจัยหรือตัวแปรที่ใช้ในการกำหนดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า
  4. บทบาทของ DSM (Demand Side Managment)  / Energy Efficiency (EE)   Recycle Energy (RE)/Distributed Geration (DG)
  5. ประเด็นถกเถียงของนักวิชาการเกี่ยวกับ PDP

การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ
        การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศนั้น  กระทำในรูปของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า โดยฉบับปัจจุบัน เป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของปี 2550-2564 โดยจะใช้ชื้อย่อว่า PDP 2007  ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช) เมื่อ วันที่ 4 มิถุนายน 2550  โดยแผนดังกล่าวจะครอบคลุมถึงเรื่อง
  1. บทนำ
  2. สภาพปัจจุบันของระบบไฟฟ้า
  3. การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและสมมุติฐานในการจัดทำแผน
  4. แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2550-2564
  5. รายละเอียดทั้งหมดของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ปี 2550-2564 PDP 2007
  6. สรุปแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ปี 2550-2564 PDP 2007
          เนื่องจากปี 2550  ได้มีการออก   พรบ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550  เพื่อแต่จะแยกในส่วนของนโยบายและการกำกับกิจการพลังงาน ออกจากการประกอบกิจการพลังงาน นิยามของคำว่าพลังงานใน พรบ.นี้หมายถึงไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติเท่านั้น  โดยจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ) ทำหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย และการกำกับกิจการไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ   ซึ่งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามมาตรา ๑๑ (๕) คือเสนอความเห็นต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า แผนการลงทุนในกิจการไฟฟ้า แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และแผนการการขยายระบบโครงข่ายพลังงาน เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา  เพื่อให้รัฐมนตรีนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ       

ปัจจัยหรือตัวแปรที่ใช้ในการกำหนดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 
ตัวแปรที่ใช้ในการกำหนดความต้องการในกำหนดกำลังผลิตไฟฟ้ในในอนาคตได้แก่
  1. ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ( Peak Load )  คือการดูจากบันทึกว่าวันใดของปีที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด   เช่นในปี 2550 การใช้ไฟฟ้่าสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อ 24 เมษายน 2550 อยู่ที่ระดับ 22,586 เมกาวัตต์ (MW) ซึ่งสูงกว่าปี 2540  ที่ระดับสูงสุดอยู่ที่ 21,064 MW  อยู่ที่่ 1,522 MW  เมื่อนำค่าการเพิ่มขึ้นของ Peak Load ในแต่ละปีมาดูแนวโน้มและหาค่าเฉลี่ย  ก็จะสามารถที่จะประมาณค่าไปในอนาคตได้  ประเด็นถกเถียงทางวิชาการในเรื่องการนำ Peak Load มาประมาณการความต้องการไฟฟ้าในอนาคต => Click/Link ที่นี่
  2. กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำสุด (Reserved Margin)  คือกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศที่สำรองไว้ เผื่อไว้ในกรณีที่มีการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า Peak Load ยกตัวอย่างจริงให้เห็นภาพ ในปี 2550 นั้น Peak Load ของประเทศอยู่ที่ 22,586 MW ในขณะที่กำลังผลิตติดตั้งของประเทศเท่ากับ  28,230 MW หรือเท่ากับว่า เราสำรองไว้ 5,644 MW (28,230-22,586 MW)  หรือเท่ากับสำรองไว้ ร้อยละ 25 (5,644 * 100 / 22,586)  ตัวเลข 25 % คือ กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่่ำาสุด หรือ Reserved Margin ค่านี้ถ้าสูงเกินไป  ก็จะทำให้เกิดการลงทุนจมในทรัพย์สินที่โดยไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์เต็มที่  ถ้าน้อยไปก็จะมีภาวะเสี่ยงหรือเรียกว่าความไ่ม่มั่นคงทางพลังงาน  เพราะอาจจะกระแสไฟฟ้าดับเนื่ื่องจากความต้องการไฟฟ้ามากกว่าอุปทานของไฟฟ้าที่จะรองรับได้   และค่าที่เหมาะสมที่ใช้กันของ Reserved Margin คือ 15%  แสดงว่าในปี 2550 ค่า Reserved Margin ของเราสูงเกินไป  ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาค่า Reserved Margin ของประเทศก็สูงกว่า 15% และเคยสูงถึง 40% 
  3. ค่าตัวประกอบไฟฟ้าเฉลี่ย (Load Factor)  หรือบางที่เรียกว่า Capacity Factors  คือค่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงทั้งหมด หารด้วย ค่ากำลังผลิตติดตั้งทั้งประเทศที่เดินเครื่องอย่างเต็มที่ (เดินเครื่อง 24 ชั่วโมง)  ถ้าค่านี้ต่ำแสดงว่า โรงไฟฟ้าทั้งหมดทำงานยังไม่เต็มที่  ถ้าค่านี้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แสดงว่า โรงไฟฟ้าทั้งหมดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่ค่านี้สูงมากเกือบ 100 % แสดงว่ามีความเสี่ยง  เพราะหยุดเครื่องใดเครื่องหนึ่งไม่ไดและ้ต้องทำงานตลอดเวลา
  4. ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GPD)  ถ้าปีใดเศรษฐกิจดี   การใช้ไฟฟ้าจะสูง  ถ้ามีปัญหาเศรษฐกิจ อัตราการใช้ไฟฟ้าจะลดลง เช่นประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง หลังจากนั้นอัตราการใช้ไฟฟ้าของปี 2541 และปี 2542 ลดลงจากปี 2540   และในปี 2551 สหรัฐอเมริกาได้เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เนื่องจากปัญหา Sub prime ที่ลามไปทั่วโลก  ซึ่งคาดว่าจะกระทบ GDP ของประเทศต่างๆอย่างกว้างขวางรวมทั้งประเทศไทย  การทำ PDP 2007 เป็นการประมาณการที่ไม่ได้นำปัจจัยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปพิจารณา  ทำให้การประมาณอัตราการใช้ไฟฟ้าน่าจะสูงเกิดความเป็นจริง   ซึ่งคาดว่าในการทำแผนรอบต่อไป PDP 2010  อาจจะต้องมีการปรับแก้ประมาณการ 
ประเด็นถกเถียงทางวิชาการในเรื่องการนำ Peak Load มาประมาณการความต้องการไฟฟ้าในอนาคต

การคำนวณความต้องการไฟฟ้าโดยใช้ Peak Load ที่ผ่านมาจะพบว่า ประมาณการเกินความเป็นจริงเสียส่วนใหญ่ และในแผน PDP 2007 คือปี 2550-2564 หรือปี ค.ส.2007-2021 นั้น ใช้ค่าเฉลี่ยคือเพิ่มขึ้นปีละ 1,844 MW โดยถ้ามองย้อนหลังไป 15 ปี ตั้งแต่ปี 1993-2007 อัตราการเพิ่มเฉลี่ยเท่ากับ 914 MW ต่อปี (มองย้อนหลังไป 10 ปี จะเพิ่มเฉลี่ย 808 MW ต่อปี  ย้อนหลังไป 15 ปี เพิ่มขึ้น 897 MW ต่อปี)   ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเช่น 1,844 MW ต่อปี ก็คือ จำนวนโรงไฟฟ้าที่ต้องสร้างเพิ่มขึ้น เพิ่มให้นึกภาพออกว่ากำลังผลิตไฟฟ้า 1,844 MW มากขนาดไหน มันเทียบเท่ากับกับกำลังผลิตไฟฟ้าของ เขื่อนปากมูลจำนวน 14 เขื่อน

 

ภาพจาก Trend in Private Investments and Financing A Case Study of Thailand Energy Sector (Chuenchom Sangarasri Greacen)