Untitled Document
ส่วนผสมของผู้ผลิตไฟฟ้า (Producer Mix)
  1. ส่วนผสมของผู้ผลิตไฟฟ้า ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
  2. ความเป็นมาของผู้ผลิตไฟฟ้่าอิสระ (IPP) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)
  3. ประเด็นที่จะติดตามคือการมีผู้ผลิตมากรายจะทำให้
    • ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ดีขึ้นหรือไม่
    • ภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมไฟฟ้าจะมากขึ้น จนส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าถูกลงหรือไม่
    • ถ้ามีการแข่งขันจนเน้นกำไรเป็นสำคัญจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพลังงานและต่อสุขภาพหรือไม่
  4. นโยบายสาธารณะที่ควรเป็น ควรเป็นอย่างไร  ที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน  ต้นทุนต่ำ และส่งผลต่อสุขภาพน้อย
ส่วนผสมของผู้ผลิตไฟฟ้า ในปัจจุบัน
ประเภทผู้ผลิตไฟฟ้า
เมกะวัตต์
%
1
EGAT
15,794.6
56.84 %
2
IPP
10,946.6
39.39 %
3
Import
640.0
2.30 %
4
SPP
407.0
1.46 %
กำลังผลิตรวม
27,788.2
 

Click ที่รายชื่อบริษัท/เจ้าของเพื่อดูรายละเอียดของโรงไฟฟ้า
หมายเหตุ  ** กำลังผลิตรวม ในที่นี้ เป็นการเอาโรงไฟฟ้าในสิ้น เม.ย.50 รวมกับ โรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างและจะแล้วเสร็จแน่่ในปี 2551
  1. กำลังผลิตติดตั้ง ณ.เมษายน 2550 เท่ากับ                                27,788.2  MW
  2. Gulf Power Generation (พ.ค.50 และ มี.ค.51)  เท่ากับ 734*2 = 1,468  MW
  3. Ratchaburi Power (มี.ค.51 และ มิ.ย.51)          เท่ากับ 700*2 = 1,400 MW
***  State-Public หมายถึง บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีรัฐวิสาหกิจ (กฟผ. หรือ EGAT) หรือบริษัทมหาชนที่รัฐถือหุ้นใหญ่ (ปตท) ซึ่งบริษัทที่เข้าข่าย State ได้แก่ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เป็นต้น
           จากตัวเลขของกำลังผลิตติดตั้ง จะพบว่า ประมาณ ครึ่งหนึ่งเป็นของ กฟผ.   ประมาณร้อยละ 40 เป็นของ IPP รวมกับ บริษัทมหาชนที่หน่วยงานราชการถือหุ้นใหญ่ (State-Public)  ส่วน SPP และ การนำเข้ากระแสไฟฟ้า ไม่ถึงร้อยละ 10

ความเป็นมาของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตรายเล็ก (SPP)
แนวคิดในการมีผู้ผลิตไฟฟ้าอื่นที่นอกเหนือจาก กฟผ.
          เดิมการผลิตไฟฟ้าในจะผลิตโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.หรือ EGAT)  แต่การลงทุนโรงไฟฟ้าต้องใช้งบประมาณมาก เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ เนื่องจากภาระหนี้สินของ กฟผ.ผนวกกับความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้น ร่วมกับแรงกดดันจากธนาคารโลกและนโยบายส่งเสริมระบบตลาดของรัฐบาลเอง รัฐบาลจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย โดยส่งเสริมให้มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าได้เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยได้เติบโตสูงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากดำเนินการโดยการไฟฟ้า ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยลำพังจะทำให้ภาระหนี้สิน ของภาครัฐเพิ่มขึ้นอีก มติคณะรัฐมนตรี 12 ก.ย.35 จึงเปิดฉากให้เอกชนร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าในรูปของโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระหรือโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ Independent Power Producer (IPP: ไอพีพี)   โดยทำการผลิตไฟฟ้าภายใต้เงื่อนไขที่ กฟผ.กำหนด แล้วขายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับ กฟผ.แต่เพียงผู้เดียว ระบบที่ผู้ผลิตขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.แต่เพียงผู้เดียวเรียกว่า Single Buyer Enhancement หรือ SBE   จากนั้น กฟผ.ก็จะนำไฟฟ้าไปขายต่อให้กับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน) การไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ) และลูกค้าโดยตรงของ กฟผ.   ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Indepedence Power Producer)  หรือเรียกชื่อย่อว่า IPP จะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่  และจะมีผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer) หรือเรียกย่อว่า SPP   และในระยะหลังเห็นสมควรที่จะสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าในรายที่กำลังผลิตไม่เกิน 10 เมกาวัตต์ โดยเน้นในเรื่องพลังงานทดแทน หรือที่เรียกว่า ผู้ผลิตรายเล็กมาก (Very Small Power Producer) หรือเรียกย่อๆว่า VSPP   รวมทั้งให้มีการแปรสภาพ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด เป็นบริษัทเอกชนโดยการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์   กล่าวโดยสรุป แนวคิดในการมีผู้ผลิตมากราย เพื่อ
  1. ให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน แบ่งเบาภาระการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระงบประมาณ เพื่อให้สามารถที่มีอุปทานของไฟฟ้ารองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ ร้อยละ 5 ถึง 6
  2. การมีผู้ผลิตมากราย จะทำให้เกิดการแข่งขัน ทั้งกับบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนด้วยกันแล้ว  ยังสามารถเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงาน (Performance) กับ กฟผ.ด้วย  ถ้่ามีแต่ กฟผ.ผูกขาดรายเดียวในการผลิต  ทำให้ไม่สามารถไปเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานกับใคร จึงไม่เอื้อต่อการพัฒนาประสิทธิภาพของ กฟผ.
เงื่อนไขในการเปิดประมูล ( ข้อมูลจาก อ.เดชรัต สุขกำเนิด )
         สำหรับเงื่อนไขในการเปิดประมูลการรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP ของประเทศไทย กำหนดให้ผู้ผลิตเอกชนเป็นผู้เสนอพลังงาน ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า สามารถเสนอสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า และเสนออัตราค่าไฟฟ้าทั้งนี้การลงทุนของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนไม่มีการรับประกันอัตราผลตอบแทนการลงทุน โดยในการคัดเลือกโครงการได้กำหนดเป็นแนวทางไว้ว่า ราคาที่โครงการ IPP เสนอจะต้องไม่สูงกว่าราคาที่ กฟผ.ผลิตได้เอง ในโครงการใหม่ และเนื่องจากไฟฟ้าที่ IPP ผลิตได้จะต้องจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ.ทั้งหมด และ กฟผ.เป็นผู้สั่งให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแต่ละโรงเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพื่อให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของระบบโดยรวมอยู่ในระดับต่ำสุด สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจึงต้องจัดทำเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวและกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า จึงกำหนดเป็นสองส่วน ดังนี้
  1. ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment : AP) ผู้สนใจลงทุน จะเสนออัตราโดยคำนึงถึง ต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของตนเอง และค่าใช้จ่ายคงที่อื่นๆ (Fixed Cost) เนื่องจาก IPP จะต้องเตรียม ความพร้อมของโรงไฟฟ้าให้พร้อมที่จะจ่ายไฟฟ้าได้ตลอดเวลาเมื่อ กฟผ.สั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า
  2. ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payment : EP) ผู้ลงทุนจะเสนออัตราและสูตรปรับโดยคำนึงถึง ค่าเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายผันแปรอื่นๆ ที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายเข้าระบบของ กฟผ.
             ทั้งนี้ ผู้ผลิตเอกชนในลักษณะ IPP จะต้องขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยที่ กฟผ.ยังคงความรับผิดชอบในด้านการวางแผนขยายแห่งผลิตและระบบส่ง รวมทั้งการควบคุมการผลิตและระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ ดังนั้นตามเงื่อนไขนี้ และแนวทางการสร้างหลักประกันผลกำไรและความเสี่ยงที่ต่ำของนักลงทุนเอกชน สัญญาซื้อขายไฟส่วนใหญ่จึงมักเป็นสัญญาแบบ (Take-or-Pay) ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังกำหนดให้ กฟผ.และผู้บริโภคต้องซื้อไฟฟ้าจากไอพีพีร้อยละ 39 แม้จะอยู่ในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าต่ำก็ตาม


          ปัจจุบัน กฟผ.ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากไอพีพีจำนวน
7 ราย ปริมาณรวม 6,677.5 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้มีโครงการไอพีพี 5 รายที่จ่ายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์แล้ว ได้แก่ บริษัท ไตรเอ็นเนอยี่ จำกัด (1ก.ค.43) บริษัทผลิตไฟฟ้าอิสระ ( 15 ส.ค.43) บริษัทโกลว์ไอพีพี จำกัด (31 ม.ค.46) บริษัทอีสเทอร์นอีเลคทริค จำกัด (25 มี.ค.46) และบริษัท BLCP เพาเวอร์ จำกัด (เครื่องที่ 1-2 จ่ายไฟเข้าระบบ 31 ต.ค.49 และ 1 ก.พ.50) ส่วนโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างยังไม่ได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอีก 2 โครงการ คือ บริษัทกัลฟ์เพาเวอร์เจนเนอเรชั่น ชุดที่1 และชุดที่ 2 กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบใน เดือน พ.ค.50 และ มี.ค.51 และโครงการของบริษัทราชบุรีพาวเวอร์ จำกัด ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือน มี.ค.51 และ มิ.ย. 51

จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ
               รัฐบาลมีนโยบายที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาล  อีกทั้งหวังผลในเรื่องของการเพิ่มประิสิทธิภาพ และการสามารถระดมทุนโดยเฉพาะทุนจากตลาดทุน ไม่ต้องหวังพึ่งเงินงบประมาณ หรือหวังใ้ห้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้   ซึ่ง ก่อนหน้านี้ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ก็ได้แปรรูปเป็นบริษัทมหาชน  และกฟผ.ก็พยายามที่จะแปรรูป ในรูปของบริษัทมหาชนโดยเตรียมจะเข้าไปขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ศาลปกครอง ตัดสินว่าพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับของ กฟผ. คือ พระราชกฤษฎีกากำหนด อำนาจ สิทธิและประโยชน์ ของบริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน) พ.ศ.๒๕๔๘ และ พระราชกฤษฎีกา กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๔๕ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่สามารถแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนได้ แต่ถึงอย่างไร ก็ยังมีบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับพลังงานที่ กฟผ. และ ปตท.ถือหุ้นใหญ่ เช่นบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH)  บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด(มหาชน) หรือ EGCO  ในที่นี้จึงขอเรียกบริษัทมหาชนที่ กฟผ.หรือ ปตท. มีหุ้นใหญ่ว่า State-Public Company   ซึ่ง 2 บริษัทนี้จะมีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าอย่างมากในอนาคต   เนื่องจากการเป็น Holding Company ทีสามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้   และเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวกับพลังงานมากมาย เช่น บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดดิ้ง   ถือหุ้นในบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี 99.9%  และเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ หรือ IPP ได้แก่ ถือหุ้นในบริษัทไตรเอนเนอจี้ 50%  ถือหุ้นในบริษัทราชบุรีเพาเวอร์ 25 %   และเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว ในโครงการน้ำงึม 2  ขนาด 615 เมกาวัตต์ และลงนาม MOU ที่จะตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 3,660 เมกาวัตต์ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา  โดยมี 2 พันธมิตรร่วมลงทุนคือ EGCO กับ อิตาเลี่ยนไทย   ในส่วนของบริษัท EGCO ก็เข้าไปลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวกับพลังงาน ไม่ต่างจาก RATCH   เพราะฉะนั้นถ้าสาวลึกเข้าไปใน IPP ว่าผู้ถือหุ้นคือใคร  จะพบว่าไม่หนี 4 บริษัทคือ RATCH, EGCO ,Thia Oil Power ,CLP  ซึ่งองค์กรที่ถือหุ้นใหญ่ 4 บริษัทเหล่านั้นก็คือ  กฟผ. BANPU(บ้านปู)  และ  PTT (ปตท)   ซึ่งการถือหุ้นไขว้ไปมาจะเกิดผลอย่างไร คงต้องทำการศึกษาต่อไปว่า  ดูการถือหุ้นไขว้ไปมาขององค์กรในบริษัทพลังงาน => Click ที่นี่ 

ประเด็นที่จะติดตาม
     กิจการไฟฟ้านั้นต้องใช้ทั้งทุนและเทคโนโลยีที่สูงในการดำเนินการ  อีกทั้งมีประเด็นในเรื่่่องความมั่นคงของพลังงาน  ซึ่งคงไม่สามารถที่ปล่อยให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อให้เกิดการลดต้นทุนให้ต่ำสุด  เพราะนั้นหมายถึงการจะนำไปสู่การลดคุณภาพ  ซึ่งจะทำให้กระทบทั้งในเรื่องความมั่นคงของพลังงานและในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ      ในตลาดทั้วไป  การกำหนดราคานั้นอาศัยกลไกตลาด เป็นเรื่องของอุปสงค์ และอุปทานเพื่อกำหนดราคาดุลภาพ   เมื่ออุปสงค์มาก แต่อุปทานน้อย ก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น  ในทางตรงกันข้าม เมื่ออุปทานมากกว่าอุปสงค์ราคาก็จะลง  นั่นคือราคาขยับขึ้นลงไปตามอุปสงค์และอุปทาน   แต่สำหรับเรื่องไฟฟ้า   การกำหนดราคาระหว่าง ผู้ผลิตไฟฟ้ากับ กฟผ.  นั้นจะเป็นการกำหนดโดยสัญญาระยะยาวว่า กฟผ.จะรับซิ้อไฟฟ้าในราคาเท่าไร  และมีการรับประกันว่าผู้ผลิตไฟฟ้าจะต้องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบตามจำนวนที่สัญญา  และ กฟผ.ก็จะรับซื้อไฟฟ้าจำนวนนั้นตามราคาที่กำหนดไว้ (ค่าพร้อมจ่าย+ค่าพลังงานไฟฟ้า)    เพื่อให้เกิดความมั่นใจที่จะมีกระแสไฟฟ้าอย่างพอเพียง    ซึ่งประเด็นในเรื่องค่าพร้อมจ่ายก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่า มันเป็นระบบที่ดีที่สุดหรือยัง  เพราะถ้าไม่มีค่าพร้อมจ่ายแล้ว จะมีเอกชนที่ไหนมาลงทุน เพราะเป็นการลงทุนที่สูง  อีกทั้งถ้าผลิตไฟฟ้าแล้ว กฟผ.ไม่รับซื้อ บริษัทเอกชนขาดทุนเกิดปิดกิจการ  ก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าระบบ ก็จะกระทบในเรื่องความไม่มั่นคงของพลังงาน  เพราะไม่สามารถผู้ผลิตใหม่มาทดแทนได้ในเวลาอันสั้นเนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละโรงต้องใช้ เวลานานถึง 4-6 ปี     แต่ค่าพร้อมจ่ายก็มีข้อเสีย ถ้าการประมาณการความต้องการการใช้ไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า หรือ PDP นั้น ประมาณการสูงกว่าความเป็นจริงไปมาก  อีกทั้งตั้งค่าไฟฟ้าสำรองไว้สูง (PDP 2007 ตั้งไ้ว้ 15%  ซึ่งก่อนหน้านี้ค่าไฟฟ้าสำรองตั้งไว้สูงกว่านี้มาก และเคยสูงถึง 40%)  เนื่องจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้เวลาประมาณ 5 ปี  เมื่อประมาณการไฟฟ้าในอีก 5 ปีข้างหน้าผิดไป  แต่การก่อสร้างก็ต้องเริ่มตั้งแต่ปีนี้  นั้นหมายถึงเกิดอุปทานส่วนเิกินขึ้นมาในระบบ   ถ้าเป็นกลไกตลาดเสรีตามปกติ เมื่ออุปทานสูงกว่าอุปสงค์  จะเกิดการปรับตัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่งคือ ลดราคา หรือไม่ก็ลดการผลิต  แต่เมื่อใช้เรื่องค่าพร้อมจ่ายแล้ว   ก็ไม่จำเป็นต้องลดการผลิตและก็ไม่ต้องลดราคา  เพราะผู้รับซื้อไฟฟ้าคือ กฟผ. รับซื้อหมดที่ราคาที่ตกลงกันไว้    ราคาที่น่าจะลดลง กลับไม่ได้ลด  นั่นคือคนจ่ายก็คือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ต้องเป็นผู้รับภาระราคาไฟฟ้าที่ควรลดลง แต่ไม่ได้ลด    ซึ่งประเด็นเรื่องนี้มีข้อถกเถียงกันมาก  ก็ขอยกเวทีนี้ให้นักเศรษฐศาสตร์ถกเถียงกันต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องค่าพร้อมจ่าย Click ได้ที่นี้  และความเห็นของนักวิชาการ เกี่ยวกับ การถือหุ้นไขว้กันไปมาของ กฟผ.และบริษัทลูก จะมีผลต่อการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า และค่าไฟฟ้าจะถูกลงจริงหรือ ? Click ได้ที่นี่