Untitled Document
     ประกาศปรับปรุงระบบ (จากการประชุม 27 มีนาคม 2556 ณ ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี)

     ขอให้ผู้ใช้งานโปรแกรม Breast Mass เปลี่ยนช่องทางการเก็บข้อมูลของ สตรีพบผิดปกติรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยโรค ไปใช้โปรแกรม Breast Cancer Surveillance System (BCSS) # version 2 ตั้งแต่่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

     ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้งานได้ที่  http://www.hpc4.go.th/hpd/bcssv2 หรือ http://122.154.73.26/hpd/bcssv2

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ศูนย์อนามัยที่ ๔ ราชบุรี 032 - 310368 - 70 ต่อ 2289,2218
ระบบส่งข้อมูลผ่าน Web
ลืม Password
Breast Cancer Surveillance System   (Link Manual)
- - ชื่อสถานบริการ -
เริ่มแล้ว New Version โปรแกรม Breast Cancer Surveillance System (BCSS) 
   โปรแกรม Breast Diseases ที่ใช้ในจังหวัดของเขต 4,5 (ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ) มาตั้งแต่ 1 ก.ค. 51  สถานบริการในเขต 4,5 ได้ Key ข้อมูลผ่าน Web มามากกว่า 20,000 ราย ในจำนวนนั้นเป็นมะเร็งเต้านม 1,000 กว่าราย  เวลาผ่านไป 2 ปี จึงมีการปรับปรุงโปรแกรม่ และเริ่มลองใช้ตั้งแต่่ 17 มิ.ย.53  โดยสิ่งที่จะปรับปรุง หรือเพิ่มเติม สรุปได้ดังนี้
ประเด็นที่มีการปรับปรุงจากเดิม มี 3 ประเด็นเท่านั้น (เพื่อให้กระทบกระเทือนกับของเดิมให้น้อยที่สุด)
  1. ตำแหน่งที่พบก้อนที่เต้านม  ได้เพิ่มรูปของเต้านมทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้กำหนด ตำแหน่งที่พบก้อน โดย Click ที่สี่เหลี่ยมที่ตรงกับตำแหน่งที่พบก้อนที่เต้านม  ซึ่งมี 5 จุดให้เลือกในแต่ละข้าง
  2. ในส่วนของการรักษามะเร็งเต้านม  เดิมระบุเพียงว่า ได้ให้การรักษาหรือไม่ ได้แก่ การผ่าตัด การฉายรังสี  เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด และ Target Therapy เป็นต้น แต่ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถระบุรายละเอียดของแต่ละประเภท  เช่นผ่าตัด ก็ให้ระบุว่า ผ่าแบบใด  เช่น Breast Conservative Surgery , Modified Radical Mastectomy( MRM) หรือ MRM with reconstruction ส่วนการรักษาอื่นๆ ก็ให้ระบุรายละเอียด ด้วย
  3. การบันทึก วันที่  ของใหม่จะเป็น วัน/ เดือน/ พ.ศ. เช่น 14/02/2553 แทน คศ.- เดือน - วัน (2010-02-14)
.
.
ประเด็นเพิ่มเติม จากเดิม เพื่อให้ Keyข้อมูลเฉพาะที่เป็นมะเร็งเต้านม เท่านั้น
  1. เพิ่มในส่วนของปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมได้แก่  อ้วน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่  พันธุกรรม และได้ HRT (Hormone replacement Therapy)
  2. เิ่พิ่มเกี่ยวกับการบันทึกเวลาของช่วงต่างๆ เพื่อให้รู้ว่า ระยะเวลาเมื่อพบก้อนจากระบบคัดกรอง จนไปถึงพบแพทย์เฉพาะทาง  ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม  ได้รับการผ่าตัด การฉายแสง การให้เคมีหรือฮอร์โมนบำบัด เพื่อประเมินว่าแต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไร ส่วนนี้ เดิมได้เขียนแยกออกมา ต่อมาได้รับข้อเสนอแนะว่าควรไปอยู่ใกล้หัวข้อนั้นๆ เพื่อความสะดวก จึงได้ทำการย้ายที่ไปอยู่บริเวณหัวข้อนั้น เพื่อความสะดวกในการกรอกข้อมูล (ปรับเมื่อ 4 ก.ค.53)
  3. เพิ่ม TNM (T= Tumor size , N = Node ,M = Metastasis)   จากผล Patho เพื่อให้กำหนด Pathological Staging  โดยเมื่อกำหนด TNM แล้ว โปรแกรมจะคิดคำนวณ Staging โดยอัตโนมัติ
  4. เพิ่มตัวแปรในการประเมินความเสี่ยงต่อการ Recurrent ภายหลังการรักษา ตาม St Gallen 2007 และการประเมินว่าควรให้เคมีบำบัดร่วมกับฮอร์โมนบำบัด หรือให้ฮอร์โมนบำบัดอย่างเดียว ตาม St Gallen 2009  โดยตัวแปรที่เก็บเพิ่มได้แก่
    • อายุ ในช่วงที่ให้รักษา (ต้อง Key เพิ่มจากปีเกิด  เพื่อให้ระบุอายุในช่วงที่รักษา)
    • ขนาดของก้อนมะเร็ง วัดจากผลชิ้นเนื้อ ไม่ได้วัดจากการตรวจร่างกาย
    • จำนวนต่อมน้ำเหลืองที่พบเซลมะเร็ง (Node Positive)
    • Pathological Grade  ว่าเ็ป็น Well Differentiated (Grade 1) ไปถึง Poor Differentiated (Grade 3)
    • Extensive Peritumoral Vascular Invasion ว่ามีหรือไม่
    • Estrogen Receptor (ER) และ Progesteron Receptor (PgR)
    • HER2 staining และกรณีที่ staining 2+ ก็ส่ง FISH (Fluorescent In Situ Hybridization) เพื่อประเมิน HER2 Receptor ว่ามี Over Expression หรือ Amplification หรือไม่
    • Proliferation โดยวัดจาก KI67 Labeling Index (ส่วนนี้เขียนเผื่อไว้ ตาม St Gallen 2009)
    • ความพอใจต่อวิธีการรักษาต่างๆของผู้ป่วย
    • Multigene Assay ว่าเป็น High ,Intermediate หรือ low Score (ส่วนนี้เขียนเผื่อไว้ตาม Gallen 2009)
  5. เขียน Function เพื่อทำการประเมิน  ในเบื้องต้น เขียนไว้ 3 Functions ได้แก่
    • Function ที่นำค่าจาก TNM ไปประเมิน Staging
    • Function ที่นำตัวแปรจากข้อ 3 ไปประเมินความเสี่ยงต่อการ Recurrent ภายหลังการรักษามะเร็งเต้านม
    • Function ที่นำตัวแปรจากข้อ 3 ไปประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการให้เคมีหรือฮอร์โมนบำบัด หรือ ให้เฉพาะฮอร์โมนบำบัดอย่างเดียว หรือข้อมูลทีไ่ด้ยังไม่มีประโยชน์พอต่อการตัดสินใจ
  6. เพิ่มเกี่ยวกับการส่งผู้ป่วยไปรับการฉายแสง  เนื่องจาก ร.พ.ราชบุรีจะได้งบประมาณ 80 ล้านบาทในเรื่องรังสีรักษาในปีงบประมาณ 2553 ทำให้จังหวัดในเขต 4,5 สามารถส่งต่อผู้ป่วยมารับการฉายแสงได้ในอนาคตอันใกล้นี้  ประกอบกับโปรแกรม Breast Diseases จะขยายไปใช้ในเขตภาคเหนือ ซึ่งมีโรงพยาบาลที่สามารถรักษาด้วยรังสีรักษา 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่และลำปาง  จึงเพิ่มโปรแกรมในส่วนของการส่งผู้ป่วยไปรับการฉายแสง เพื่อลดขั้นตอนในการนัดผู้ป่วยมาทำประวัติ 
  7. ส่วนของการประมวลผลและทำกราฟ   เนื่องจากมีตัวแปรเพิ่มขึ้น  จึงต้องเขียนเพิ่มเกี่ยวกับการประมวลผล และทำกราฟ  (ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าน่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม 2553)

    มะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงในชั่วโมงนี้คือมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก   แต่ในอนาคตข้างหน้า มะเร็งเต้านมคงแซงหน้ามะเร็งปากมดลูกอย่างไม่เห็นฝุ่น   ส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ทำให้ทราบสาเหตุ ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV   ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตวัคซีนขึ้นมาป้องกันได้  ต่างจากมะเร็งเต้านม ที่แม้จะทราบว่ายีนส์เป็นปัจจัยหนึ่ง  แต่การป้องกันที่ได้ผลยังไม่มี  Intervention ที่ใช้คือ Early Detection ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน  ตรวจโดยบุคลากรสาธารณสุขปีละครั้ง และการทำ Mamogram ในรายที่สงสัย แม้จะไม่ใช่วิธีป้องกัน การเป็นมะเร็ง แต่เป็นวิธีการป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งอย่างได้ผล   
     ในงานสาธารณสุขได้ทำการรณรงค์ให้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง  และได้มีเครื่องชี้วัดในระดับการตรวจราชการ โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำการประเมินทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองของหญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งเมื่อการครอบคลุมการตรวจเต้านมสูงขึ้น  จะพบก้อนผิดปกติที่เต้านมมากขึ้น  ระบบข้อมูลที่จะเก็บจำนวนหญิงที่พบก้อนผิดปกติที่เต้านม จากระดับสถานีอนามัยซึ่งเป็นระดับตำบลขึ้นมาสู่ระดับโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นระดับอำเภอ จากนั้นส่งต่อไปยังโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งเป็นระดับจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งเป็นระดับเขต หรือส่งไปรับการรักษาขั้นสูงที่โรงพยาบาลใน กทม.หรือโรงเรียนแพทย์ เป็นต้น  เมื่อมีการส่งต่อในหลายระดับย่อมเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลขึ้น  การเชื่อมโยงข้อมูลจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนของข้อมูล แต่การนำฐานข้อมูลของผู้ป่วยมาเก็บไว้ตรงกลาง  ก็ต้องระวังในเรื่องความลับของผู้ป่วย  ซึ่งต้องอาศัยระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างพิถีพิถัน
      โปรแกรมเมอร์ของศูนย์อนามัยที่ 4 ได้ตระหนักถึงการรักษาความลับของข้อมูล โดยทำการป้องกัน ดังต่อไปนี้
  1. ระบบป้องกันความปลอดภัยของ Server ที่ป้องกันผู้ไม่มีรหัสผ่านเข้าสู่ข้อมูลถึง 2 ด่านคือ  ด่านแรกคือระบบรักษาความปลอดภัยของ Windows 2003 Server   และด่านที่ 2 คือระบบรักษาความปลอดภัยของ Database Server ของ MySQL.
  2. แตกเป็นหลาย Table โดย Table ที่เก็บชื่อจะแยกจาก Table ที่เก็บข้อมูล ทำให้ไม่รู้ว่า Table ที่เก็บขื่อเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับอะไร
  3. เลขที่บัตรประชาชนที่เป็นเลข 13 หลักนั้น เก็บแบบ Password ทำให้ไม่รู้ว่าหมายเลข 13 หลักนั้นคือหมายเลขใด แม้แต่ Programer ก็ไม่ทราบด้วยเช่นกัน เพราะไม่สามารถ Decode  Password ของ MySQL ได้
  4. ทำการตั้งชื่อ Table โดยไม่ได้สื่อว่าเป็น Table ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอะไร
  5. นอกจากเลขที่บัตรประชาชน (เลข 13 หลัก) จะเก็บแบบ Password แล้ว ยัง Encode ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ตำบล ทำให้อ่านไม่ออกว่าชื่อ นามสกุลอะไร  ที่อยู่ อยู่ที่ไหน  ซึ่งทาง Programer เองก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะ Decode ไม่ได้  จะ decode ได้เฉพาะสถานบริการที่ทำการ Key ข้อมูลเท่านั้น   ซึ่งทาง Programers ของศูนย์อนามัยที่ 4 ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า  ความลับของผู้ป่วยถ้ามีการรั่วไหล  ไม่น่าจะรั่วไหลในระดับ Server
วิธีการบันทึกข้อมูล ผ่าน Web
  1. ศูนย์อนามัยที่ 4 จะมอบเอกสาร(ลับ)ให้กับ สสจ.ของแต่ละจังหวัด ซึ่งเป็นรหัสของสถานบริการ และ Pass word ที่จะเข้าสู่ระบบ โดยแต่ละสถานบริการจะได้้ Password ของ Users และของ Admin  ทางสถานบริการควรเปลี่ยน Password ทันทีทั้ง Password ของ Users และของ Admin   ซึ่งถ้าเกิดลืม Password ของ Users ให้ Admin ทำการเปลี่ยน Password ของ Users   แต่ถ้าลืม Password ของ Admin ให้ทำการติดต่อศูนย์อนามัยที่ 4 อีกครั้ง เพื่อให้ Password ใหม่
  2. กรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มบน Web   ถ้าใส่เลข 13 หลักแล้วโปรแกรมแจ้งว่ามีข้อมูลผู้ป่วยอยู่ในฐานข้อมูลแล้ว  หน่วยบริการอื่นๆ เช่น โรงพยาบาลศูนย์  โรงพยาบาลทั่วไป  หรือโรงพยาบาลชุมชน  สามารถเพิ่มเติมข้อมูลเรื่องการวินิจฉัย และ Staging หรือให้การรักษา ฯลฯ  ให้ครบถ้วนได้ ผ่านข้อมูลรับ Refer(แก้ไขระดับสูง)