Health Promotion and Environmental Health

ิปัญญาด้านภาษา
เรียบเรียง โดย พเยาว์ อิศรพันธุ์

เมื่อลูกพูดคำว่า “แม่” ได้ครั้งแรก แม่ทุกคนดีใจ แล้วก็พยามยามคะยั้นคะยอ รบเร้า ให้ลูกพูดซ้ำอีกโดยไม่รู้จักเบื่อ เสียงเรียก “แม่” ของลูกช่างเป็นเสียงที่ไพเราะเหลือเกิน แม้จะเป็นเสียงที่เปล่งออกมาโดยที่ลูกเองก็ยังไม่รู้ความหมาย แต่มันก็ทำให้แม่ทุกคนมีความสุขได้
ครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดโดยเฉพาะพ่อ แม่ ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกของลูก และมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางด้านภาษา ทั้งจากการฟัง และการเลียนแบบการใช้ถ้อยคำต่างๆ โดยเด็กจะเรียนรู้ทักษะทางภาษาจากพ่อ แม่ และบุคคลในครอบครัว เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะเริ่มออกสู่สังคมนอกบ้าน เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียน บุคคลที่มีความสำคัญต่อจากพ่อ แม่ คือ ครู โดยเฉพาะครูปฐมวัย
จากการศึกษา ของ จารุณี จตุรพรเพิ่มและคณะ (2550) เรื่อง ภาวะโภชนาการและพัฒนาการเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มจังหวัดที่ 6 และ 7 โดยการประเมินพัฒนาการเด็กด้วยแบบประเมินอนามัย 49 ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเด็กมีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาสมวัย ร้อยละ 66.0 และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพัฒนาการ ด้านการใช้ภาษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<0.05) ได้แก่ การศึกษาของผู้ดูแลเด็ก โดยพบว่า เด็กปฐมวัยซึ่งผู้ดูแลจบการศึกษาระดับอนุปริญญา ปริญญา จะมีพัฒนาการด้านภาษาปกติสมวัยมากกว่าเด็กปฐมวัยที่ผู้ดูแลจบการศึกษาระดับมัธยม(p-value<0.05) แต่การศึกษาครั้งนี้มีข้อสังเกตว่าการประเมินพัฒนาการในศูนย์เด็กเล็กครั้งนี้ดำเนินการในช่วงเปิดเทอมใหม่ ครูผู้ดูแลเด็กยังไม่ได้เริ่มกิจ
กรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กมากนัก ดังนั้นพัฒนาการเด็กในช่วงนี้น่าจะมีอิทธิพลมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว คือ พ่อ แม่และผู้ดูแลเด็กที่บ้าน

วัฒนา ตรองพาณิชย์ และคณะ(2548) ได้ทำการศึกษาสถานการณ์ การพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในเขตสาธารณสุขที่ 4 พบว่าการศึกษาของผู้ดูแลเด็กมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก และจากการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย ปี 2550 โดยงานอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าด้านการใช้ภาษาและการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยพบว่าผู้ดูแลเด็กไม่เคยได้รับการอบรมวิธีการเลี้ยงดูเด็ก ขาดความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กปฐมวัย และพ่อ แม่จะให้ความสำคัญกับการเล่นกับเด็กมากกว่าการเล่านิทาน การร้องเพลง
“……..น้องเป้ เด็กชายตัวน้อยอายุประมาณ 2 ขวบกว่าๆ ลักษณะร่าเริง แจ่มใส เหมือนเด็กทั่วไป ที่อยู่ในวัยเดียวกัน ครูพี่เลี้ยงเล่าให้ฟังว่า น้องเป้เพิ่งเข้ามาอยู่ในศูนย์ฯได้ประมาณเดือนกว่า พฤติกรรมที่เห็นคือน้องเป้จะเล่นและทำกิจกรรมทุกอย่างเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่สิ่งที่ครูพี่เลี้ยงสังเกตเห็นความแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆคือน้องเป้พูดได้แค่คำว่า หม่ำๆ นอกนั้นจะเป็นเสียงที่เปล่งออกมาแต่ผู้ฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ความหมาย ไม่เป็นคำ ไม่เป็นประโยค จากประวัติ ทราบว่า น้องเป้ เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว ทั้งพ่อและแม่ อายุ 20 ต้นๆ มีอาชีพรับจ้างทั้งคู่ อาศัยอยู่รวมกับครอบครัวของยาย เวลาอยู่บ้านส่วนใหญ่แม่จะเปิดทีวีให้ดู พฤติกรรมหลังจากน้องเป้มาอยู่ที่ศูนย์ฯได้เดือนกว่า แม่น้องเป้บอกครูพี่เลี้ยงว่าน้องเป้พูดรู้เรื่องมากขึ้นกว่าเดิม……”
ภาษาประกอบด้วยทักษะ 4 ด้าน ที่มีความสัมพันธ์กันคือ การฟัง การพูด การเขียนและการอ่าน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ของเด็กเมื่อมีวุฒิภาวะที่เหมาะสมและมีการเรียนรู้จากประสบการณ์สิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งทั้งวุฒิภาวะและการเรียนรู้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ความสามารถบางอย่างของเด็กอาจไม่เกิดขึ้นหรือช้ากว่าที่ควรได้ เช่น ความสามารถในการใช้ภาษา เด็กที่ มีวุฒิภาวะในการพูดจะสามารถเปล่งเสียงพูด ออกมาได้เอง แต่ถ้าไม่ได้รับการสอนภาษาพูดก็จะใช้ภาษาพูดไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามเด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะในการพูด ถึงแม้ว่าจะได้รับการฝึกภาษาพูดมากสักเพียงใด ก็ไม่อาจพูดได้ ถ้าเด็กยังไม่พัฒนาถึงวุฒิภาวะ จะเห็นได้ว่า ทั้งพ่อ แม่ และครูพี่เลี้ยง เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก จึงควรให้ความสำคัญต่อปัญญาด้านภาษาไม่ให้ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่ามนุษย์แต่ละคนมีความสามารถ ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เป็นผู้หนึ่งที่พยายามอธิบายให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย โดยคิดเป็น “ทฤษฎีพหุปัญญา” (Theory of Multiple Intelligences) เสนอแนวคิดว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนบ้าง แล้วแต่ละด้านผสมผสานกันแสดงออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป โดย การ์ดเนอร์ ได้เสนอว่าปัญญาของมนุษย์มีอยู่ 8 ด้าน คือ ด้านภาษา ด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้านดนตรี ด้านมนุษย์สัมพันธ์ ด้านการเข้าใจตนเอง และด้านธรรมชาติวิทยา ซึ่งตามแนวคิดของ การ์ดเนอร์ ได้อธิบายว่า ปัญญาด้านภาษา(LinguisticIntelligences)เป็นความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมืองจนถึงภาษาอื่นๆด้วย สามารถรับรู้ เข้าใจภาษาและสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ต้องการ ผู้ที่มีปัญญาด้านภาษาโดดเด่นก็มักเป็น กวี นักเขียน นักพูด นักหนังสือพิมพ์ ครู ทนาย หรือนักการเมือง เป็นต้น

ทฤษฎีพหุปัญญา ของการ์ดเนอร์ ชี้ให้เห็นความหลากหลายทางปัญญาของมนุษย์ซึ่งมีหลายด้าน หลายมุม แต่ละด้านก็มีความอิสระในการพัฒนาตัวของมันเอง ในขณะเดียวกันก็มีการบูรณาการเข้าด้วยกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน แล้วแสดงออกเป็นเอกลักษณ์ทางปัญญาของมนุษย์แต่ละคน คนหนึ่งอาจเก่งเพียงด้านเดียวหรือเก่งหลายด้าน แต่ที่ชัดเจนคือแต่ละคนมักมีปัญญาด้านใดด้านหนึ่งโดดเด่นกว่าเสมอ ไม่มีใครที่มีปัญญาทุกด้านเท่ากันหมดหรือไม่มีเลยสักด้านเดียว นับเป็นทฤษฎีที่ช่วยจุดประกายความหวังให้กับ พ่อ แม่ผู้ปกครอง ที่คาดหวังในปัญญาด้านใดด้านหนึ่งของลูกจนเกินไป ซึ่งเมื่อไม่เป็นไปดังหวังก็ตัดสินว่าเด็กไม่เก่ง จึงเท่ากับเป็นการปิดฉากชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปอย่างน่าเศร้าใจที่สุด