Untitled Document
Training Course การจัดตั้ง DPAC (Diet Physical Activity Clinic)
Link   1.Modules ของ หลักสูตร  2 . Manual For Weight Control Program   3.Excel for Diet Recall & PA (30 มี.ค.52)
Introduction

ศูนย์อนามัยที่ 4 ( ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ และศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อมเดิม) ถือเป็นตัวแทนของกรมอนามัยในเขต 4,5 ได้แก่จังหวัด ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทีสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยศูนย์อนามัยเป็นศูนย์วิชาการ มีพันธกิจในการ ศึกษาวิจัยเพื่อหารูปแบบบริการ องค์ความรู้ เทคโนโลยีในด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนภาคีเครือข่าย ได้แก่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การนิเทศ โดยภาคีเครือข่ายประกอบด้วย สถานบริการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โรงเรียน เป็นต้น การพัฒนาระบบการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของเขต และการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

งานด้านการฝึกอบรม เป็นงานหลักหนึ่งของศูนย์ฯ เพื่อพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขให้มีความรู้ หรือทักษะ ในด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (โรงพยาบาลแม่และเด็กเดิม) เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของศูนย์อนามัย ซึ่งให้บริการโดยเน้นหนักบริการส่งเสริมสุขภาพในทุกกลุ่มวัย โดยได้เปิดคลินิกส่งเสริมสุขภาพ เพื่อคัดกรองภาวะเสี่ยงหรือโรคแก่ผู้ที่มาตรวจสุขภาพสุขภาพประจำปี มามากกว่า 10 ปี และเมื่อกรมอนามัยได้เปิดโครงการ คนไทยไร้พุง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมกลุ่มอาการทางเมตะบอลิค (Metabolic Syndrome) จึงปรับบริการในคลินิกส่งเสริมสุขภาพ โดยเพิ่มคลินิกที่ให้บริการในเรื่องของ Diet Therapy กับ Physical Activity หรือเรียกว่า D iet P hysical A ctivity C linic หรือเรียกชื่อย่อว่า DPAC จึงได้จัดทำ Training Course on DPAC ขึ้น เพื่ออบรมแก่บุคลากรสาธารณสุข ที่รับผิดชอบคลินิกส่งเสริมสุขภาพ หรือคลินิกโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ คลินิกเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เพื่อให้สามารถนำความรู้และทักษะในเรื่องของ Diet Therapy , Physical Activity และ Behavioral Therapy มาใช้ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมในเรื่องโภชนาการที่ดี มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยพฤติกรรมบำบัดจะช่วยเสริมให้โภชนบำบัดและการออกกำลังกายมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น ซึ่ง DPAC นอกจากจะรองรับกลุ่มปกติ ให้ปกติต่อไป และกลุ่มเสี่ยงให้กลับมาปกติ หรือไม่ก้าวไปสู่การเป็นโรคแล้ว ยังสามารถรองรับกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้น และไม่ก้าวไปสู่ผลแทรกซ้อนจากโรคดังกล่าว

Rationale

ปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่เป็น Burden อย่างมากได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง (ความชุกประมาณร้อยละ 10 ของประชากร) โรคเบาหวาน (ความชุกประมาณร้อยละ 3-5 ของประชากร) โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายลำดับต้นๆ และหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ ซึ่งขณะนี้ระบบบริการสาธารณสุขได้ใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อดูแลโรคเรื้อรังเหล่านั้น ถ้ามาดูภาวะเสี่ยงที่จะเป็น Pre Disease สำหรับ 3 โรคดังกล่าว จะพบว่า โรคอ้วนได้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุง ( เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์ คือ เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 เซนติเมตร ในชาย และ 80 เซนติเมตรในหญิง) กลุ่มอาการทางเมตะบอลิก (Metabolic Syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการอ้วนลงพุง ร่วมกับภาวะดังต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ข้อ ได้แก่ ระดับนำตาลเริ่มสูง (FBS >=100 mg/dl หรือมีภาวะ Impaired Fasting Glucose หรือ IFG) ความดันโลหิตเริ่มสูงขึ้น (Systolic >=130 mmHg หรือ Diastolic >=85 mmHg) ไขมันไม่ดีเพิ่มขึ้น (Triglyceride >=150 mg/dl) และไขมันดีลดลง (HDL- C < 40 mg/dl ในหชาย หรือ < 50 mg/dl ในหญิง) International Diabetic Federation (IDF) ได้ระบุว่า ร้อยละ 40-50 ของผู้ที่มีภาวะ Impaired Glucose Tolerance (IGT) จะกลายเป็นโรคเบาหวาน (Type II) ภายใน 2 ปี และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ภายใน 10 ปี และแถบ South East Asia หรือประเทศ ASEAN นั้นมีความชุกของ IGT สูงที่สุดในโลกคือพบร้อยละ 13.2 ของวัยผู้ใหญ่ (ค่าเฉลี่ยของระดับโลกเท่ากับร้อยละ 8.2) และร้อยละ 30 ของผู้ที่มี IGT นั้น ผลเลือดกลับมาสู่ปกติได้โดยไม่ได้ก้าวหน้าไปเป็นเบาหวานได้ ซึ่งยังเป็นความหวังของประเทศไทย เพราะถ้าสามารถที่จะค้นหาผู้ที่ยังเป็นเบาหวาน มีเพียง IGT และมาปรับพฤติกรรมก็สามารถที่จะทำให้ Convert กลับมาเป็นปกติ ซึ่งจะลดภาระ (Burden of disease) ลงไปอย่างมาก

เมื่อมาพิจาณาปัจจัยที่เป็นปฐมเหตุของ IGT , Metabolic Syndrome Obesity ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็จะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อไป ก็คือ วิถีการดำเนินชีวิตของเราที่เปลี่ยนไป จากการทำงานที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย มาเป็นงานในสำนักงานที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย หรือที่เรียกว่า Sedentary Life Style จากการบริโภคอาหารที่มี ผัก ผลไม้มาก มาเป็นการบริโภคอาหาร ที่ หวาน มัน เค็มมากขึ้น หรือจะกล่าวได้ว่า การจะลดภาระโรค (Burden of disease) ที่ประเทศไทยกำลังประสบ คือ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจาก Sedentary Life Style มาเป็น Physical Activity Life Style จากการบริโภคมากทั้งปริมาณ และแย่เชิงคุณภาพ (อาหาร หวาน มัน เค็ม) เปลี่ยนมาเป็นอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ซึ่งกรมอนามัยและกระทรวงสาธารณสุข ได้บูรณาการโครงการดังกล่าวมาเป็นโครงการคนไทยไร้พุง โดยมีกิจกรรมต่างๆในโครงการ ได้แก่

  1. การสร้างกระแสเรื่องการวัดรอบเอว
  2. การจัดทำองค์กรไร้พุงต้นแบบ
  3. Intensive Course for Behavioral Modification
  4. D iet P hysical A ctivity C linic หรือ DPAC
Diet Physical Activity Clinic หรือ DPAC

           ถ้าพวกเราคัดกรองเบาหวาน และความดันโลหิต (ทำ Case Finding) เมื่อพบกลุ่มเสี่ยงจะแนะนำให้ไปโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย โดยสถานบริการสาธารณสุขก็จะมีคลินิกเพื่อรองรับบุคคลที่คัดกรองได้ ( ทำ Case Holding) ในทาง Public Health เมื่อมีมาตรการทำ Case Finding ต้องมีระบบของ Case Holding ด้วย มิเช่นนั้น การทำ Case Finding จะเสียเปล่า ในเรื่องการวัดรอบเอวก็เช่นกัน เราสร้างกระแสเรื่องวัดรอบเอว และมีกิจกรรมการวัดรอบเอว เพื่อทำ Case Finding เรามีการคัดกรองเบาหวาน ซึ่งนอกจากจะหากลุ่มป่วยแล้วยังหากลุ่มเสี่ยงที่เป็น Pre diabetic ซึ่งได้แก่ กลุ่ม Impaired Fasting Glucose (IFG) หรือกลุ่ม Impaired Glucose Tolerance (IGT) เนื่องจากถ้าไม่จัดการ IGT อีก 2 ปี เกือบครึ่งหนึ่งก็จะเป็น Overt DM อีก 10 ปีก็จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอีก ในกลุ่มเส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน หรือกลุ่มอาการทางเมตะบอลิก ก็เช่นกัน ถ้าไม่ทำอะไร ต่อไปก็จะกลายเป็นเบาหวาน เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด การคัดกรองเพื่อหากลุ่มดังกล่าว เพื่อ convert จาก Risk Group ? Normal แทนการ Progress จาก Risk Group ? Diseases จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิผลในการลด Burden of disease และต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่ปัจจุบันมีแต่การทำ Case Finding แต่ยังไม่มีรูปธรรมของ Case Holding ที่ครอบคลุมทั้งประเทศ และเมื่อทำ RCT (Root Cause Analysis) แล้ว ปฐมเหตุของ โรคอ้วน Metabolic Syndrome ที่จะพัฒนาไปเป็นเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการดำเนินชีวิต (Life Style) และการแก้ที่ต้นเหตุคือ ต้องมีคลินิกที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เกิดโภชนาการที่ดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนอกจากจะให้บริการแก่กลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยง (Primary Prevention) ที่ส่งมาจากการทำ Case Finding แล้ว ยังเป็นคลินิกที่รองรับการส่งต่อจากคลินิกโรคไม่ติดต่อได้แก่ คลินิกเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้การรักษาที่ไม่ใช้ยา ที่เรียกในคลินิกว่า TLC หรือ Therapeutic Life Style Change เพื่อป้องกันผลแทรกซ้อนหรือความพิการจากโรคที่เป็น (Secondary and Tertiary Prevention) ซึ่งคลินิกที่ว่านี้คือ D iet P hysical A ctivity C linic หรือ DPAC ซึ่งเป็นเหตุผลของการที่จะต้องมี Training Course นี้

กลุ่มเป้าหมายของการอบรม
  Course นี้ เหมาะสำหรับ ผู้ให้บริการในคลินิกตรวจสุขภาพ หรือคลินิกโรคไม่ติดต่อ ( เบาหวาน ความดันโลหิต โรคหัวใจ)
Educational Goal

Course นี้นอกจากผู้เข้าอบรมสามารถนำแนวคิด ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือ (Tools) เพื่อนำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ในคลินิกส่งเสริมสุขภาพ หรือ คลินิก DPAC แล้ว ยังคาดหวังว่า ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือที่ได้เป็นแค่ เครื่องมือเบื้องต้น ( Initial Tools) เพื่อรอการพัฒนาให้มีความสมบูรณ์ในบริบทของแต่ละสถานบริการต่อไป และทางศูนย์ฯจะขอเรียนเชิญ เป็นพันธมิตร ( Alliance ) เพื่อจัดตั้ง Community of Practice (COP) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแลกเปลี่ยน Best Practice ระหว่างกันต่อไป

Educational Philosophy
       ปรัชญาของการอบรมครั้งนี้จะเป็นแบบ Adult Learning ความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการอบรม และผู้เข้ารับการอบรมจะไม่ใช่แบบ Trainer กับ Trainee จะเป็นแบบการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ศูนย์ ฯ ได้ดำเนินการในคลินิกส่งเสริมสุขภาพ และคลินิก DPAC ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งในอีกหลายๆรูปแบบ และการอบรมครั้งนี้จะเน้นในเรื่อง การประยุกต์ใช้เครื่องมือที่ได้ผ่านการปฏิบัติจริง ส่วนแนวคิด และเนื้อหาทางทฤษฎีจะเตรียมไว้ใน Hand Out เพื่อให้อ่านประกอบ ซึ่งอาจจะไม่ได้กล่าวในรายละเอียดขณะฝึกอบรม
Course Objective
  1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง ปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด กับ กลุ่มอาการทางเมตะบอลิก และ Life Style ที่เปลี่ยนแปลงไป
  2. เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการบริการในคลินิกส่งเสริมสุขภาพ และคลินิก DPAC และการส่งต่อกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มเป็นโรคได้อย่างเหมาะสม
  3. สามารถใช้หรือประยุกต์ใช้เครื่องมือ (Tools) เพื่อให้บริการในคลินิก โดยครอบคลุมทั้งในเรื่อง Diet Therapy , Physical Activity และ Behavioral Therapy .
  4. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกัน ในเรื่องการบริการในคลินิกส่งเสริมสุขภาพ และคลินิก DPAC และต่อยอดเป็น Community of Practice (COP) เพื่อจัดการความรู้สู่ Best Practice ในเรื่องคลินิกส่งเสริมสุขภาพและ DPAC ต่อไป
ตารางเวลาของการอบรม
      ระยะเวลาการอบรม จำนวน 3 วัน  รายละเอียดของตารางเวลาของการอบรม
เนื้อหาการอบรม
  การอบรมประกอบด้วย 6 Modules   รายละเอียดของ Modules
Course Evaluation.
  1. Course Participation ผู้เข้ารับการอบรมต้อง Attend ในทุก Module พร้อมกับการทำแบบฝึกหัด หรือ Workshop โดยมี Active Participation ในแต่ละ Workshops
  2. Course Evaluation จะทำการประเมินเมื่อสิ้นสุดในแต่ละ Modules พร้อมทั้งนำข้อเสนอแนะมาสู่การปรับปรุงในวันรุ่งขึ้น และประเมินความรู้และทักษะโดยแจกแบบประเมินตั้งแต่วันแรกของการอบรม  และให้ส่งในสุดท้่ายของการอบรม และทางทางผู้จัดจะแจกเฉลยเมื่อได้ัรับแบบประเมิน  การประเมินเพื่อจะทำการประเมินหลักสูตรมากกว่าประเมินผู้เข้ารับการอบรม
เอกสารอ้างอิง
  1. รายละเอียดของหลักสูตร
  2. รายชื่อผู้เข้าอบรม (List of Participants) 
  3. List of Resource Persons